แผนที่ไปงานแต่งดาว
posted on 27 Apr 2009 11:53 by itummyedit @ 25 Aug 2009 12:25:53 by - -TuMmY- -
edit @ 25 Aug 2009 12:25:53 by - -TuMmY- -
555 หัวข้อ นี้น่าสนใจทีเดียว ทำไมการมีแฟนมันยากน่ะหรอออ ต่างคนก็คงมีเหตุผล
หลายคนบอกไม่เห็นจะยาก แต่เมื่อท่านได้ดูแผนภาพต่อไปนี้แล้ว
กว่าครึ่งย่อมต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน!!!
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ตั๋มลองคุ้ยรูปภาพเก่าๆ ในเครื่อง ก็ไปเจ๊อะกับแผนภาพอันนี้เข้า ลองอ่านแล้วก็ขำดี คงแอบเซพมาจาก Forward
mail หรือไม่ก็กระทู้ในพันทิปแน่ๆ เลย แต่วันนี้อยากให้เพื่อนๆ
ลองดูกันว่ามันจริงหรือเห็นด้วยสักแค่ไหนกัน ส่วนตัวตั๋มมี่
อ่านแล้วเห็นด้วยสุดๆ จ้า... เครดิตของคนคิดก็อยู่ในภาพแล้วนะคับผม...
วานนี้ [24 พ.ค. 51] หลังจากงานทำบุญครบ 50 วันของการจากไปของพี่เล็ก [หัวหน้างานที่น่ารัก] ตั๋มและพี่ๆ น้องๆ เลยไปดูหนังกันต่อ เรื่อง Penelope เป็นหนังเมื่อปี 2006 ที่เพิ่งเข้าฉายที่เมืองไทย ไม่ใช่หนังฟอร์มยักษ์ แต่เป็นแนว โรแมนติก คอเมดี้ แบบเทพนิยาย เพ้อฝันนิดๆ เราเลยไปดูกันตามประสาคน(หัวใจ)ว่างงาน เนื้อเรื่องก็แนวนางเอก [Christina Ricci] โดนคำสาปของตระกูลให้ลูกสาวที่เกิดมามีจมูกเหมือนหมู และต้องหาคนที่ทัดเทียมกันเท่านั้นมาลบล้างคำสาปให้
ตอนไปดูก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก หนังสนุกใช้ได้ แต่ที่ประทับใจที่สุดเห็นจะเป็น James McAvoy พระเอกของเรื่อง แบบว่าเซอร์โดนใจมาก พระเอกเป็นนักเปียโนที่หันมาติดการพนัน เล่นโป๊กเกอร์ทั้งวันจนโทรม แต่ทำไมถึงดูหล่อได้ขนาดนี้ก็ไม่รู้ [เล่นเรื่องอื่นก็ไม่เคยมองว่าหล่ออ่ะ] คงเป็นเพราะดวงตาสีฟ้าที่สวยมากเมื่ออยู่คู่กับทรงผมยาวๆ รกๆ สีน้ำตาลล่ะมั้ง ...ทำเอาเพ้อไปเลย ที่เขียนเล่ามาทั้งหมดนั้นก็เพื่อจะเอาคลิปบางส่วนของหนังเรื่องนี้มาเก็บ ไว้ที่ Blog นี้น่ะ ให้เห็นความหล่อที่ทำให้เราหลงรักกันไปเลย... อิอิ

ถ้าใครยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ ในคลิปมีสปอยล์นะจ๊ะ
คลิปแรก รวมฉากน่ารักๆ จากหนังจ้า
คลิปที่ 2 ฉากตอนเล่นดนตรี ที่ทำเอาตกหลุมรักจ้า
edit @ 25 Aug 2009 02:28:22 by - -TuMmY- -
พอดีตั๋มมีโอกาสได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับ Creative Commons (CC) อยู่บ้าง แล้วก็ได้ไปร่วมฟังบรรยายในหัวข้อ Creative Commons กับการประยุกต์ใช้งาน กับทางศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติมาด้วย เห็นว่าตอนนี้ Creative Commons กำลังอินเทรนด์ เลยอยากเล่าให้ฟังเผื่อเพื่อนๆ สนใจเอามาใช้กันนะ
อธิบายอย่างง่ายคือ Creative Commons เป็นสัญญาอนุญาตด้านลิขสิทธิ์ที่เป็นรูปแบบทางการ เข้าใจง่าย เป็นสากลทั่วโลก แสดงเป็นสัญลักษณ์ลักษณะต่างๆ โดยจัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้สร้างสรรค์งาน สามารถแสดงขอบเขตการอนุญาต ให้ผู้อื่นนำงานของตนไปใช้ต่อได้ ตามเงื่อนไขที่ผู้สร้างสรรค์งานกำหนด
กล่าวคืองานสร้างสรรค์ใดๆ ก็ตามที่ผลิตออกมาย่อมเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์โดยเจ้าของชิ้นงาน หรือผู้สร้างสรรค์งานนั้น แต่เมื่อนำผลงานมาเผยเเพร่ผ่านอินเทอร์เน็ต ก็ย่อมมีโอกาสที่ผู้อื่นจะเข้าถึงผลงานนั้นได้ง่าย และมีโอกาสที่จะถูกคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง และนำไปใช้ต่อ แต่หากผู้คัดลอกจะดำเนินการให้ถูกต้อง ก็ต้องติดต่อเจ้าของผลงานเพื่อขออนุญาตนำงานไปใช้ และต้องร่างเอกสารสัญญาเพื่อตกลงกัน ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ยากหากทั้งสองฝ่ายอยู่คนละประเทศ และการติดต่อกัน พบกันเพื่อเจรจาเป็นไปได้ยาก ฯลฯ
Creative Commons (CC) คือรูปแบบของสัญญาอนุญาตที่ผู้สร้างสรรค์งานที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ใช้ประกาศขอบเขตการนำงานของตนไปใช้ต่อ เพื่อให้ผู้สนใจนำงานนั้นๆ ไปใช้ สามารถทราบข้อจำกัดในการนำไปใช้ได้ทันที
ปัจจุบันมีการกำหนดสัญลักษณ์ไว้ 4 แบบก็คือ
1. ยอมรับสิทธิของผู้สร้าง (Attribution ) - BY
2. ไม่ใช้เพื่อการค้า (Noncommercial) - NC
3. ไม่แก้ไขต้นฉบับ (No Derivative Works) - ND
4. ใช้สัญญาอนุญาตแบบเดียวกัน (Share Alike) - SA
การนำไปใช้ก็สามารถนำสัญลักษณ์แต่ละชนิดมาผสมกันได้
ยกตัวอย่างเช่น ตั๋มจะอนุญาตให้เอาบทความของตั๋มไปใช้ต่อได้ โดยผู้นำไปใช้ต้องระบุว่าเป็นงานของตั๋ม และห้ามนำไปใช้ทางการค้า ตั๋มก็จะเลือกใช้ CC-BY-NC
หรือ ตั๋มจะอนุญาตให้เอาบทความของตั๋มไปใช้ต่อได้ โดยผู้นำไปใช้ต้องระบุว่าเป็นงานของตั๋ม และห้ามนำไปใช้ทางการค้า และห้ามแก้ไขดัดแปลงงาน ตั๋มก็จะเลือกใช้ CC-BY-NC-ND
หรือ ตั๋มจะอนุญาตให้เอาบทความของตั๋มไปใช้ต่อได้ โดยผู้นำไปใช้ต้องระบุว่าเป็นงานของตั๋ม และห้ามนำไปใช้ทางการค้า และให้ใช้สัญญาอนุญาต CC ตามแบบที่ตั๋มใช้ ตั๋มก็จะเลือกใช้ CC-BY-NC-SA เป็นต้น ซึ่งในแบบสุดท้ายนี้ ผู้นำไปใช้ต่อก็ต้องกำหนดสัญญาอนุญาตเป็น CC-BY-NC-SA เหมือนตั๋มเช่นกัน เพื่อส่งเสริมให้ แบ่งปันความรู้ต่อๆ กันไป ห้ามให้งานตัวเองเป็น copyright โดยเด็ดขาด
จะเห็นได้ว่า CC เป็นเพียงสัญญาอนุญาตที่ช่วยให้เจ้าของลิขสิทธิ์ กับผู้ต้องการนำไปใช้เข้าใจตรงกันมากขึ้น ซึ่งถ้าผู้สร้างสรรค์งานหวงของ ไม่อยากให้ใครมายุ่งเลย ก็ควรเลือกที่จะใช้ copyright แต่ถ้าอยากให้คนอื่นเอาไปใช้ได้อย่างมีขอบเขต ไม่เสรีจนละเมิดงานของเราเกินไปก็น่าจะเลือกใช้ CC ตามแบบที่ตนเองเห็นว่าเหมาะสม ก็จะช่วยให้ผู้ใช้นำไปใช้ได้ถูกทาง ลดขั้นตอนการติดต่อขออนุญาต และร่างสัญญาข้อตกลงการนำไปใช้ต่างๆ ไปได้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสามัญสำนึกของผู้นำไปใช้ต่อด้วย ว่าจะเคารพในเงื่อนไขที่เรากำหนดหรือไม่ ซึ่งถ้ามีการละเมิดแล้วไม่มีการตรวจสอบ ก็คงไม่มีผลอะไร แต่ถ้าตรวจสอบแล้วเอาผิดไม่ได้ ก็คงยังเข้าวังวนเดิมๆ อยู่ดี
ยังไงก็อย่าไปสนใจความเป็นไปได้ทางกฎหมายเลยนะ เรามาใช้ Creative Commons (CC) เพื่อส่งเสริมให้มีการ แบ่งปันความรู้ต่อๆ กันไป ยังไงหวงไว้ก็คงไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ใช้ Creative Commons (CC) เพื่อทำให้ตัวเอง รู้จัก"ให้" และปลูกฝังให้ผู้รับรู้จัก"ให้" ต่อไปเช่นกัน ไม่ใช่กอบโกยอย่างเดียว
บ่นมาตั้งนาน ไม่รู้จะช่วยให้เข้าใจมากขึ้นหรือเปล่า ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://creativecommons.org
หรืออ่านเพื่อความเข้าใจมากขึ้น หรืองงกว่าเดิมก็ไม่รู้ ที่ http://itshee.exteen.com/20071207/creative-commons
ปล. อีกไม่นานก็จะมี Creative Commons ให้ใช้ในภาษาไทยแล้ว อดใจรอหน่อยนะ
This work is licensed under a
Creative Commons Attribution-Share Alike 3.0 United States License.